บทที่ 7 นางคงน้อยใจตามประสาเด็ก
หากไม่ได้แม่นมจินสะกิดเรียกสตินางไว้เสียก่อน นางคงได้ทำเรื่องโง่ๆ ลงไปแล้ว
“คุณหนูรองท่านไม่ต้องการบ่าวแล้วรึเจ้าคะ” แม่นมจินคุกเข่าลงสะอื้นไห้อย่างปวดใจ
“อาเยว่ เจ้าดูแม่นมจิน นางเลี้ยงดูเจ้ามา ถูกเจ้าออกปากไล่เช่นนี้ นางคงปวดใจไม่น้อย” อู๋ซื่อได้ที ก็รีบเอ่ยออกมา
“หากแม่นมจิน รักข้าจริงดังที่ปากท่านว่า ท่านคงไม่เลี้ยงดูข้ามาให้กลายเป็นคนร้ายกาจเพียงนี้” คำพูดตัดพ้อที่ออกมาจากปากของซีเยว่ทำให้แม่นมจินที่สะอื้นไห้อยู่ถึงกับลืมตัวหยุดร้องไห้กลางคัน
“หึ” เว่ยหมิงส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ เมื่อมองไปที่แม่นมจินที่กำลังตกตะลึงอยู่
“เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านพี่เห็นสมควร น้องว่าปล่อยให้อาเยว่พักก่อนดีหรือไม่ สาวใช้ก็ค่อยจัดการหลังจากที่อาเยว่หายดีก็แล้วกัน” หากยังอยู่ต่อมีหวัง ซีเยว่นางได้เอ่ยฟ้องเรื่องที่ผ่านมากับสามีของนางแน่
“ไม่เจ้าค่ะ ให้พวกนางออกไปจากเรือนข้าตั้งแต่วันนี้เลย เหลือไว้เพียงเสี่ยวชุยคนเดียวพอ หลังจากที่ลูกหายดีแล้ว ลูกจะไปเลือกสาวใช้ด้วยตนเอง” ซีเยว่ไม่ต้องการให้คนของอู๋ซื่ออยู่ให้นางรำคาญลูกตาอีก
“ได้ๆ เจ้าพักเถิด พ่อจะจัดการให้เจ้าเอง” เว่ยหมิงไม่ได้หันไปมองหน้าเมียเอกของตน เขาจึงไม่รู้ว่านางไม่พอใจมากเพียงใด
ซีเยว่นางเองก็ไม่สนใจ ในเมื่อชื่อเสียงของนาง เอาแต่ใจตนเองอยู่แล้ว หากจะก่อเรื่องเพิ่มอีกเรื่องจะเป็นอันใดไปเล่า
เว่ยหมิงไล่สาวใช้พร้อมทั้งแม่นมจินออกจากเรือนของซีเยว่ไปทั้งหมด เหลือไว้เพียงเสี่ยวชุยเพียงผู้เดียว
ที่ซีเยว่นางเลือกเสี่ยวชุยก็ด้วย นางเป็นสาวใช้ข้างกายมารดาของนางมาก่อน ในตอนแรกเสี่ยวชุยก็จะต้องมาทำหน้าที่แม่นมให้นาง แต่ซีเยว่ที่ถูกแม่นมจินคอยเป่าหูมาตลอด จึงไล่ให้นางไปเป็นเพียงสาวใช้ทิ้งของเสีย ไม่ให้อยู่รกตาของนาง
อู๋ซื่อเดินตามเว่ยหมิงกลับไปที่เรือนหลัก ทั้งสองมิได้เอ่ยพูดสิ่งใดต่อกัน จนเว่ยหมิงแยกตัวไปที่ห้องตำรา อู๋ซื่อที่พาตัวแม่นมจินกลับมาก็รีบกลับไปที่ห้องของนาง
“เพ้ย!!! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร แล้วนังเด็กบ้านั้นถูกผีเข้าสิงหรืออย่างไร ถึงได้เปลี่ยนไปมากเพียงนี้” อู๋ซื่อยกแจกันขึ้นสูง นางอยากจะปาเสียให้แตกให้หมด แต่ก็ถูกแม่นมจินเข้ามาแย่งไปเก็บเข้าที่ไว้เสียก่อน
“ใจเย็นเจ้าค่ะ คุณหนูรองเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ นางคงน้อยใจตามประสาเด็กเท่านั้น บ่าวว่ารอนางให้หายดีเสียก่อน ค่อยหว่านล้อมนางเรื่องเปลี่ยนตัวสาวใช้อีกครั้งก็ยังไม่สาย” แม่นมจินก็แปลกใจไม่น้อย ที่ซีเยว่นางเปลี่ยนไปมาก
ตอนที่นางอยู่รับใช้ซีเยว่ ก็แทบเรียกได้ว่าเป็นเจ้านายอีกคนหนึ่ง นางก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ในเมื่อทำอันใดไม่ได้ ก็คงได้แต่รอเวลา เพื่อหาวิธีทำให้ซีเยว่นางเปลี่ยนใจ
“เหอะ ข้าอยากจะรู้ว่ามันจะเก่งสักเพียงใด” นางทิ้งตัวนั่งลงอย่างหัวเสีย ยิ่งนึกถึงใบหน้าของซีเยว่ที่เหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิด กำลังออดอ้อนเว่ยหมิงอยู่ อู๋ซื่อก็แทบอยากจะออกไปฆ่านางเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“จริงเจ้าค่ะ ฮูหยินสงบใจก่อน ยังมีเรื่องของคุณหนูใหญ่ที่ยังต้องจัดการอีกนะเจ้าคะ”
อู๋ซื่อเมื่อเอ่ยถึงบุตรสาวของนางใบหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย นางจึงต้องจัดการเรื่องดูตัวของหลิวชิงกับตระกูลมู่อีก จึงได้ยอมเลิกสนใจเรื่องของซีเยว่ไปเสีย
ทางด้านซีเยว่ เมื่อทุกคนออกจากเรือนของนางไปหมดแล้ว ยามนี้เสี่ยวชุยที่ถูกตามตัวเข้ามารับใช้นาง ก็นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงพร้อมทั้งร่ำไห้ด้วยความดีใจออกมา
“หยุดร้องได้แล้ว เช่นนี้ข้าจะหลับลงได้อย่างไร” ซีเยว่ถอนหายใจออกมา
“บ่าว บ่าวดีใจเจ้าค่ะ ฮึก...”
“เรื่องที่ข้าคิดได้แล้วเช่นนั้นรึ ก่อนหน้านี้ข้าต้องขอโทษเจ้าที่ปล่อยให้เจ้าลำบากเสียหลายปี”
“หามิได้เจ้าค่ะ บ่าวยอมลำบากเช่นที่ผ่านมาได้ หากคุณหนูจะหลุดพ้นจากคนของฮูหยินเอก” นางเอ่ยเสียงเบาออกมา ด้วยกลัวว่าจะมีผู้ใดมาได้ยินเข้า
“เอาเถิด นับจากนี้ข้าจะไม่เชื่อในคำของอู๋ซื่อหรือแม่นมจินอีกแล้ว ช่วงนี้เจ้าก็คอยดูว่ามีสาวใช้คนใดที่ควรเรียกใช้ก็แล้วกัน หากมีอยู่ในใจบ้างแล้ว ก็เรียกมาช่วยงานเสียเลย เจ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก” ด้วยตอนนี้ไม่มีสาวใช้ในเรือนสักคน
จะให้เสี่ยวชุยจัดการเรื่องทั้งหมดก็เห็นจะไม่ไหว ซีเยว่จึงให้นางช่วยดูสาวใช้ที่ไว้ใจได้ ให้ครบตามจำนวนเดิมที่หายไป
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นคุณหนูรองนอนพักก่อนนะเจ้าคะ บ่าวจะไปจัดการเรื่องสาวใช้ให้ท่าน”
“เสี่ยวชุย นับจากวันนี้ไป เจ้าคือแม่นมชุย ผู้ที่จะจัดการทุกเรื่องแทนข้า ข้าหวังว่าข้าจะดูคนไม่ผิดอีกครั้ง” นางมองเสี่ยวชุยที่กำลังลุกออกไปอย่างแข็งกร้าว
“บ่าวไม่มีทางหักหลังคุณหนูรองอย่างเด็ดขาด บ่าวเคยรับปากอนุถานไว้ ว่าจะดูแลคุณหนูอย่างดี บ่าวไม่มีทางลืมได้เลยเจ้าค่ะ” ใบหน้าของเสี่ยวชุยหมองลงเมื่อนึกถึงผู้เป็นนายที่ล่วงลับไปแล้ว
“อืม...ท่านแม่คงดีใจ ที่ข้าคิดได้เสียที” ซีเยว่เอ่ยออกมาเบาๆ กว่านางจะคิดได้ ก็ได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อย้อนกลับมาแก้ไขเรื่องที่ผ่านมาได้ นางจะไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองโง่จนตกเป็นเครื่องมือของคนพวกนั้นอีกแล้ว
